วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2561

พระธาตุหลวง (Pha That Luang)

พระธาตุหลวง (Pha That Luang)

“สบายดี”  ขอกล่าวทักทายกันแบบลาวๆ ค่ะ สำหรับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง “ลาว”  นั้น  เลื่องชื่อลือนามเป็นที่กล่าวขานกันในหมู่นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเดินทางไปสัมผัส  ถึงเรื่องราวของวัฒนธรรม ประเพณีที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เรียกได้ว่าชาวลาวนั้นรักษาวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาเอาไว้ได้อย่างคงเส้นคงวากันเลยก็ว่าได้สำหรับนักเดินทางอย่างเราๆท่านๆแล้วได้ยินชื่อเสียงโด่งดังขนาดนี้ ถ้าได้ไปเหยียบสักครั้งคงไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน เที่ยวลาววันนี้  เรานำเพื่อนๆมาอยู่กันที่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่ประเทศลาว อย่าง  พระธาตุหลวงเวียงจันทน์ สถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่ใครไม่ได้มากราบไหว้พระธาตุแห่งนี้เหมือนไม่ได้มาที่เวียงจันทน์ประเทศลาวค่ะ
สปป.ลาว

“สบายดี”  ขอกล่าวทักทายกันแบบลาวๆ ครับ สำหรับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง “ลาว”  นั้น  เลื่องชื่อลือนามเป็นที่กล่าวขานกันในหมู่นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเดินทางไปสัมผัส  ถึงเรื่องราวของวัฒนธรรม ประเพณีที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เรียกได้ว่าชาวลาวนั้นรักษาวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาเอาไว้ได้อย่างคงเส้นคงวากันเลยก็ว่าได้ครับ สำหรับนักเดินทางอย่างเราๆท่านๆแล้วได้ยินชื่อเสียงโด่งดังขนาดนี้ ถ้าได้ไปเหยียบสักครั้งคงไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน เที่ยวลาววันนี้  เรานำเพื่อนๆมาอยู่กันที่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่ประเทศลาว อย่าง  พระธาตุหลวงเวียงจันทน์” ครับ สถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่ใครไม่ได้มากราบไหว้พระธาตุแห่งนี้เหมือนไม่ได้มาที่เวียงจันทน์ประเทศลาวครับ


พระธาตุหลวง ( Pha That Luang) แห่งนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า  พระเจดีย์โลกะจุฬามณี  เป็นปูชนียสถานอันสำคัญยิ่งแห่งนครหลวงเวียงจันทน์เลยก็ว่าได้  เป็นศูนย์รวมใจของประชาชนชาวลาวทั่วประเทศนั่นเองครับ  เพื่อนๆจะเชื่อไหมครับว่าพระธาตุแห่งนี้มีตำนานกล่าวมาว่า พระธาตุหลวงนี้นั้นมีประวัติการก่อสร้างมานับพันปีเช่นเดียวกันพระธาตุพนมในประเทศไทย และปรากฏความเกี่ยวพันกันทางประวัติศาสตร์ของดินแดนทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงอย่างแยกไม่ออก  พระธาตุหลวงเวียงจันน์นั้นเป็นพระธาตุใหญ่ที่มีความสวยงามที่สุดในสปป.ลาว สร้างโดยช่างโบราณของลาว มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรมรวมถึงเป็นตัวแทนของสถาปัตยกรรมของลาว ล้านช้าง ด้านหน้านั้นมีอนุสาวรีย์พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ประดิษฐานอยู่ ส่วนองค์พระธาตุหลวงนั้นมีสีเหลืองอร่ามดุจทองที่ปรากฏอยู่ด้านหลังอนุสาวรีย์นั้นนั่นเอง เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ในแต่ละปีจะมีงานนมัสการพระธาตุหลวงที่ยิ่งใหญ่ในคืนเพ็ญเดือน 12 ถือเป็นงานทียิ่งใหญ่ระดับชาติ ที่นักเดินทางอย่างเราๆนั้นไม่ควรพลาดที่จะไปเก็บภาพสวยๆพร้อมกับนมัสการพระธาตุหลวงเอาบุญกันด้วย


พระธาตูหลวงเวียงจันทน์

ถ้าเราเดินเข้ามาในเขตของวัดพระธาตุหลวง โดยจะผ่านซุ้มประตูสีขาวที่มองดูโดดเด่นสวยงาม จะเห็นลานวัดกว้างขวาง และกว่าเราจะเดินไปถึงเจดีย์พระธาตุหลวงนั้นก็ไกลพอสมควรครับ  แต่ระยะทางก็ไม่ได้ทำให้เราเหนื่อยมากนักถ้าแลกกับภาพสวยๆที่ได้ แต่ก่อนที่จะเข้าไปพื้นที่ภายในพระธาตุหลวงนั้น ก็มีกำแพงล้อมรอบ เราจะเห็นอนุสาวรีย์อดีตกษัตริย์นักรบลาวประทับนั่งเป็นสง่าอยู่หน้าพระธาตุเจดีย์ ก่อนจะเข้าไปด้านใน กษัตริย์องค์นี้พระนามว่า พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ทรงเป็นกษัตริย์ล้านช้าง (นครเชียงทอง) องค์ที่ 45 นั่นเองครับ  และในวันสำคัญทางศาสนา ชาวลาวจากทั่วสารทิศเลยจะเดินทางมาทำบุญกันอย่างเนืองแน่น โดยเฉพาะวันเพ็ญเดือนสิบสอง วันลอยกระทาง หรือวันยี่เป็ง ซึ่งอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี


พระธาตุหลวงเวียงจันทน์แห่งนี้เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งครับ  เมื่อมีโอกาสได้เดินทางมา เมืองหลวงเวียงจันทน์  สปป.ลาวแห่งนี้ เป็นสถานที่ที่พลาดไม่ได้เลยครับสำหรับนักท่องเที่ยวมือสมัครเล่นจนถึงมืออาชีพ




เมืองหลวงพระบาง (Luang Prabang)

 เมืองหลวงพระบาง (Luang Prabang)
สวัสดีค่ะวันนี้จะมาแนะนำประเทศเล็กๆที่น่าสนใจอีกประเทศหนึ่ง
ที่น่าไปเที่ยวแวะชม เมืองลาว เช่นเมืองพระบาง
ที่มา:http://aseannotes.blogspot.com/2014/08/1_9.html


 เมืองหลวงพระบางอยู่ทางตอนเหนือของประเทศลาว และถูกขนาบไปด้วยแม่น้ำคานและแม่น้ำโขง เมืองนี้จัดว่าเป็นเมืองที่มีเสน่ห์น่าหลงใหล เพราะเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยวัดวาอารามเก่าแก่ มีบ้านเรือนที่มีสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียน บรรยากาศในเมืองเต็มไปด้วยเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม จึงไม่น่าแปลกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรกดโลก ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางมาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก โดยสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ เช่น วัดใหม่สุวันนะพูมาราม พระธาตุจอมพูสี น้ำตกตาดกวางสี และวัดวิชุน ฯลฯ


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ประวัติหลวงพระบาง ประเทศลาว
ที่มา:http://aseannotes.blogspot.com/2014/08/1_9.html



ลวงพระบางเป็นเมืองท่องเที่ยวชื่อดังในระดับโลก สำหรับคนไทยหลวงพระบางก็มีประวัติศาสตร์ที่เคียงคู่มาด้วยกันเสมอๆ นับตั้งแต่ยุคสมัยเชียงแสน ล้านช้าง ด้วยความที่เป็นเมืองติดแม่น้ำโขงที่สวยงาม มีวัดวาอารามเก่าแก่มากมาย ที่ยังคงสถาปัตยกรรมอันสวยงามยากจะหาที่ไหนเหมือนได้ ด้วยเอกลัษณ์และความสวยงามของเมือง ตึกรามบ้านช่อง ที่ได้รับอิทธิพลจากสมัยยุคล่าอาณานิคม ทำให้มีอาคารในรูปแบบสถาปัตยกรรม โคโลเนียลสไตล์ อยู่ทั่วไป 

ตัวเมืองยังมีที่ตั้งที่สวยงามล้อมรอบด้วยแม่น้ำสองสาย คือ น้ำโขงและน้ำคาน และยังคงมีธรรมชาติอันสวยงามอยู่รายรอบเมือง รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีที่ยังคงสวยงามและสืบสานมาจนทุกวันนี้ 

สิ่งเหล่านี้ทำให้เมืองหลวงพระบางได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลก และได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทั้งเมืองนะครับ ไม่ใช่แค่บางจุดของเมือง เพราะอย่างในหลายๆที่ มรดกโลกแห่งอื่น อาจได้ขึ้นทะเบียนอย่างจำเพาะเจาะจง ในโบราณสถานบ้าง ในแหล่งธรรมชาติบ้าง แต่ของหลวงพระบางนั้นทั้งเมือง และถูกขึ้นทะเบียนเป็ยมรดกโลกเมื่อธันวาคม พ.ศ. 2538 และยังได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองที่ได้รับการปกปักษ์รักษา ที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


ความเป็นมาและความสำคัญ

เมืองหลวงพระบางอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของประเทศลาวมาก่อนในยุคสมัยอาณาจักรล้านช้าง พระเจ้าฟ้างุ้มเป็นผู้รวบรวมแว่นแคว้นต่าง ๆ ของชนเผ่าไท-ลาวในเขตลุ่มแม่น้ำโขง แม่น้ำคาน แม่น้ำอู ก่อตั้งอาณาจักรล้านช้างขึ้นมา โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่หลวงพระบาง ในช่วงปี พ.ศ. 1896-1916 โดยการช่วยเหลือของกษัตริย์ขอม (มเหสีของเจ้าฟ้างุ้ม คือพระราชธิดาของกษัตริย์ขอมในขณะนั้น) พร้อม ๆ กับเอาพุทธศาสนาเข้ามาแทนการนับถือผี 

เดิมอาณาจักรล้านช้างมีชื่อเรียกว่า “เมืองชวา” อันเนื่องมากจากมีชาวชวาอาศัยอยู่มากกว่ากลุ่มอื่นพอประมาณปี พ.ศ. 1900 เปลี่ยนชื่อมาเป็น “เมืองเชียงทอง” กระทั่งกษัตริย์ขอมได้พระราชทานพระพุทธรูปองค์หนึ่งมีชื่อว่า“พระลาง” เป็นพระพุทธรูปศิลปะสิงหล เจ้าฟ้างุ้มจีงทรงเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น “หลวงพระบาง”



ปราสาทหินวัดพู (Wat Phu)

ปราสาทหินวัดพู (Wat Phu)
ประสาทหินวัดพู..อยากให้มาเที่ยวที่นี้จะได้รู้จักความสวยงามของประสาทหินวัดพู ถ้าไปประเทศลาวต้องไปที่ประสาทหินวัดพูจะไม่ผิดหวังจริงๆค่ะ





      ปราสาทหินวัดพูตั้งอยู่บนเนินเขาพู ในแขวงจำปาสัก (Champasak) เป็นซากปรักหักพังของวัดฮินดูโบราณ ที่สร้างขึ้นช่วงศตวรรษที่ 11 ถึง 13 นอกจากนี้ วัดพูยังได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกเพราะเคยเป็นแหล่งอารยธรรมโบราณถึง 3 สมัยด้วยกัน ตรงทางเข้าวัดพูนั้นมีหินปูเรียงรายสำหรับเดินเข้าวัด มีเสาเรียงตั้งเรียงอยู่หลายต้นขนาบข้างทางเดิน มีเรือนใหญ่ 2 หลัง ซุ้มประตูที่พลังทลาย หินสลักเป็นรูปเศียรช้าง และรูปปั้นหินรูปต่าง ๆ เช่น โยคี จระเข้ และมีพระพุทธรูปตั้งวางสำหรับกราบไหว้บูชา บรรยากาศที่ปราสาทแห่งนี้ให้ความรู้สึกถึงความอลังการ ความขลัง ผสมผสานกับความลี้ลับ น่าพิศวง อาจด้วยความเก่าแก่ตามกาลเวลา อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันถูกใช้เป็นสถานที่ทางพุทธศาสนานิกายเถรวาท





ความเป็นมาและความสำคัญ

ปราสาทหินวัดพู หรือวัดพู นครจำปาสัก ในอดืตเคยป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และแหล่งอารยธรรมโบราณถึง 3 สมัยด้วยกัน คือ อาณาจักรเจนละในช่วงศตวรรษที่ 6-8 ค้นพบจารึกกล่าวถึงการฆ่าคนเพื่อบูชาแด่เทพเจ้า ต่อมาเป็นยุคของอาณาจักรขอมสมัยก่อนเมืองพระนคร เลือกบริเวณนี้เป็นที่สร้างปราสาทหิน และสุดท้ายอาณาจักรล้านช้างได้เปลี่ยนเทวลัยในศาสนาฮินดูให้เป็นวัดในพุทธศาสนานิกายเถรวาท

ปัจจุบันปราสาทหินวัดพู ถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของชาวพุทธ เพราะว่านับตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา ศาสนาพุทธได้เข้ามาแทนที่ศาสนาฮินดู ทำให้ศาสนสถานที่เคยเป็นของอาณาจักรขอมมาก่อนเปลี่ยนเป็นการทำพิธีกรรมของศาสนาพุทธ เช่น จะมีการจัดงานประจำปีวัดพู ในช่วงวันเพ็ญเดือน 3 ซึ่งตรงกับเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี

งานสถาปัตยกรรมปราสาทหินวัดพูจะคล้ายกับเขาพระวิหาร ปราสาทหินที่สวยที่สุดในประเทศลาวสิ่งที่แตกต่างกันคือภูมิประเทศ ด้านหลังปราสาทจะเห็นภูเขามองเห็นแต่ไกล รูปร่างคล้ายนมของผู้หญิงและคนเกล้ามวยผม ซึ่งเป็นที่มาของชื่อภูเขานี้ว่า “เขานมสาว”แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า“ภูเกล้า”

นอกจากความสูงของเนินเขาแล้ว ด้านล่างยังถูกโอบล้อมด้วยแม่น้ำโขง ทำให้อากาศเย็นตลอดปี  อาณาเขตของปราสาทหินวัดพู เริ่มต้นจากริ่มฝั่งแม่น้ำโดยมีบันไดทางขึ้นรถหลั่นกันขึ้นมา 3 ชั้น จนถึงองค์ประธานของปราสาทซึ่งอยู่บนสุด นอกเขตวัดมีบารายขนาดใหญ่ เมื่อเข้าไปในบริเวณวัด จะเห็นซากวังที่พระราชวงศ์สายจำปาสักให้สร้างขึ้น ถัดมามีบันไดทางขึ้นขั้นที่ตัดในแนวตะวันออก – ตะวันตก ทอดผ่านสระน้ำทรงสี่เหลี่ยม 2 แห่ง ชั้นกลางมีปรางค์ 2 หลังขนาบ  เหนือโคปุระหรือประตูทางเข้าทั้งสองเป็นทับหลังแกะสลักภาพนูนต่ำเล่าเรื่องราวในศาสนาฮินดู  จากลักษณะอันโดดเด่นของปราสาทหินวัดพูและสิ่งก่อสร้างใกล้เคียงทำให้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแห่งที่สองของประเทศลาว 



แม่น้ำโขง (Mekong River)

แม่น้ำโขง (Mekong River) 
วันนี้..จะพามารู้จักแม่นํ้าโขงที่ติดที่มีบรรยากาศดีเป็นแหล่งที่จะมาเที่ยวและนั่งเรือข้ามแม่นํ้าแบบชิวๆค่ะ



ที่มา:https://th.wikipedia.org/


แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีความยาวถึง 4,350 กิโลเมตร ประเทศลาวเองก็มีพรมแดนติดแม่น้ำโขงด้วยเช่นกัน และใช้แม่น้ำโขงสำหรับสัญจรไปมาอีกด้วย ทัศนียภาพตลอดแนวริมฝั่งนั้นสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนลาว และความงดงามทางธรรมชาติ อากาศที่บริสุทธิ์ ทำให้ทริปล่องแม่น้ำโขงนั้นเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยจุดเริ่มต้นเส้นทางเริ่มที่เมืองห้วยทรายและสิ้นสุดที่เมืองหลวงพระบาง หรือจะออกเดินทางจากหลวงพระบาง-ห้วยทรายก็ได้
ที่มา:https://th.wikipedia.org/


จากเทือกเขาเหน็บหนาวบนเขตที่ราบสูงทิเบต หยดน้ำหยดแล้วหยดเล่าละลายจากหิมะมาผสมกับสายน้ำจากฟากฟ้าและผืนแผ่นดินรวบรวมกันจนกลายเป็นต้นกำเนิดสายนทีอันยิ่งใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “แม่น้ำโขง”
นิทานปรัมปราของชาวไทยกับลาว สองพื้นถิ่นซึ่งใช้ประโยชน์จากลุ่มน้ำโขงมาช้านาน เล่าขานว่าแม่น้ำโขงกับแม่น้ำสาละวินแห่งประเทศพม่ามีต้นกำเนิดมาจากที่เดียวกัน แต่ถึงคราวแยกจากเพราะพญานาคสองตนทะเลาะกัน หนึ่งตนเลือกเส้นทางใกล้กว่าแต่ผ่านหุบเขาผืนป่ารกทึบไร้ผู้คนเพื่อมุ่งหน้าสู่ท้องทะเลกลายเป็นแม่น้ำสาละวิน ขณะที่ตนหนึ่งเลือกเดินทางไกลผ่านที่ราบดินแดนของผู้คนหลากหลายอารยธรรม สร้างประโยชน์มหาศาลให้แก่มนุษย์ซึ่งก็คือแม่น้ำโขง

แต่นั่นก็เป็นเพียงเรื่องเล่าสนุกๆ ทีนี้ถึงเวลามารู้จักแม่น้ำโขงกันจริงๆ ก่อนแพ็กกระเป๋าไปเที่ยวกันดีกว่า

อำเภอแรกของไทยที่พนมมือสวัสดีงามๆ รับแม่น้ำโขงคืออำเภอเชียงแสน ต่อลงมาคือเชียงของ แม่น้ำโขงจุดนี้มีความเป็นธรรมชาติมากๆ เป็นเส้นทางท่องเที่ยวชมวิวงดงามสุดสายตา แต่จากนั้นแม่น้ำโขงต้องอำลาสยามประเทศไปชั่วคราวที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย จากกรณีพิพาทระหว่างเรากับฝรั่งเศสซึ่งเป็นเจ้าของอาณานิคมประเทศลาวในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จนต้องเสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงไปเพื่อรักษาดินแดนใหญ่ของประเทศ
คนไทยได้เจอหน้าแม่น้ำโขงอีกครั้งที่ภาคอีสาน คราวนี้เป็นอำเภอเชียงคานซึ่งจัดงานเลี้ยงต้อนรับบริเวณปากแม่น้ำเหือง ปัจจุบันเชียงคานเป็นอำเภอท่องเที่ยวและอำเภอพักตากอากาศที่ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นเพราะความสวยงามของแม่น้ำโขงเป็นส่วนประกอบสำคัญนั่นเอง
นับจากอำเภอเชียงคาน แม่น้ำโขงกลายเป็นพรมแดนกั้นระหว่างไทยกับลาวยาวต่อเนื่องมากว่า 800 กิโลเมตร แม่น้ำแห่งพญานาคไหลผ่านทั้งเขตป่าเขียวขจี ภูเขาหินทรายสูงตระหง่านผ่านแหล่งชุมชนซึ่งยังคงวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นไว้เหนียวแน่น ผ่านเมืองใหญ่ซึ่งได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค ไล่มาตั้งแต่จังหวัดเลย หนองคาย กับ บึงกาฬ ที่แม่น้ำไหลจากทิศตะวันตกไปตะวันออก เข้าสู่ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ที่ไหลจากทิศเหนือลงทิศใต้ โดยจุดสุดท้ายซึ่งแม่น้ำโขงอำลาประเทศไทยคือบ้านเวินบึก อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี อำเภอริมขอบแดนไทย-ลาว

ถ้ำปากอู (Pak Ou)

ถ้ำปากอู (Pak Ou)
จะไปเที่ยวลาวต้องไป ถํ้าปากอู สำหรับคนอยากไปเที่ยวถํ้าต้องเที่ยวที่ถํ้าปากอูค่ะ จะไม่ผิดหวังแน่


ถ้ำติ่ง หรือ ถ้ำปากอู หรือ ถ้ำติ่งที่อยู่ปากทางสบอู เป็นถ้ำที่ตั้งอยู่กลางภูเขาลูกใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนริมแม่น้ำโขง  ฝั่งตรงข้ามบ้านปากอู  จุดเชื่อมของแม่น้ำ สองสาย คือแม่น้ำโขง และแม่น้ำอู มาบรรจบกัน จึงเป็นที่มาของ ชื่อ "ถ้าปากอู" แห่งนี้   ถ้ำติ่ง ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองหลวงพระบาง ประมาณ 25 กิโลเมตร  การเดินทางต้องเดินทางด้วยทางเรือล่องขึ้นไปทางทิศเหนือของหลวงพระบาง ซึ่งสามารถเลือกใช้บริการขึ้นเรือโดยสารได้จากหลายท่าด้วยกัน  ท่าเรือปากอู ท่าเรือบ้านซ่างไห  หรือ ที่ท่าเรือวัดเชียงทอง ซึ่งมีบริการประเภทเช่าเหมาลำ สำหรับให้บริการนักท่องเที่ยวที่มากันเป็นคณะ


ถ้ำลุ่ม (ภาษาลาว) หรือ ถ้ำล่าง  กับ ถ้ำเทิง(ภาษาลาว) หรือถ้ำบน   โดยถ้ำลุ่ม หรือถ้ำติ่งล่างนั้น จะแยกไปทางขวามือ  มีความสูง 60 เมตรจากพื้นน้ำ  มีลักษณะเป็นโพรงถ้ำตื่นๆ มีหินงอก หินย้อยเล็กน้อย  เป็นถ้ำที่มีพระพุทธรูปจำนวนมากหลายขนาด ทำมาจากไม้ ดิน ปูน สัมฤทธิ์ฯ  ส่วนใหญ่จะเป็นพระยืน  มีทั้งปางประทานพร และปางห้ามญาติ  เมื่อตอนค้นพบใหม่มีพระพุทธรูปจำนวนหนึ่งที่ทำด้วยเงิน และทองคำ  แต่ถูกลอกออกไปหมด 


สำหรับถ้ำเถิง หรือถ้ำติ่งบนนั้น จะมีทางแยกซ้ายเดินขึ้นบันไดไป 218 ขั้น สองข้างทางร่มรื่นด้วยเงาไม้ ลักษณะถ้ำติ่งบนเป็นปากถ้ำไม่ลึกมาก มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ภายในถ้ำเล็กน้อย ไม่เยอะเท่าถ้ำติ่งล่าง การเข้าชมภายในถ้ำติ่งบนนี้ ซึ่งมีความมืดพอสมควร ต้องใช้ไฟฉายส่องนำทาง  ซึ่งที่ปากถ้ำมีไฟฉายให้เช่าอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าไปชมภายใน
เรื่องเล่าและคำบอกขานเกี่ยวกับ ถ้ำติ่ง
ถ้ำติ่ง (ถ้ำปากอู) แห่งนี้ มีความสำคัญมายาวนานกับชาวลาว โดยเฉพาะชาวลาวหลวงพระบาง ถือได้ว่าเป็นเทวสถานของเจ้าที่แม่น้ำ   โดยชาวบ้านท้องถิ่นเล่ากันว่า  ถ้ำติ่งในสมัยโบราณเป็นที่สักการะบวงสรวงดวงวิญญาณ  ผีฟ้า  ผีแถน เทวดาผาติ่ง ซึ่งหินงอกหินย้อยที่มีอยู่มากมายภายในถ้ำนั้นเป็นที่สิงสถิตของผี ทั้งวิญญาณในน้ำและในถ้ำ  ต่อมา ศาสนาพุทธเริ่มเข้ามาแพร่หลายผ่านมาทางชาวมอญ ในราวๆ พุทธศตวรรษที่ 13  และได้รับการนับถือกันแพร่หลาย คู่ขนานไปกับความเชื่อดั่งเดิมในเรื่องของการนับถือบูชาผีฟ้า เทวดา จนในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 19 เข้าสู่ยุคเฟื่องฟูแห่งศาสนาพุทธ  ในรัชสมัยของพระเจ้าโพธิสารราช (พ.ศ. 2063 - พ.ศ. 2090)  พระโพธิสารราชเจ้าขึ้นครองราชย์และรวบรวมแผ่นดินให้เกิดความเป็นปึกแผ่น พระองค์เป็นกษัตริย์ผู้เลื่อมใสในศาสนาพุทธเป็นอย่างมาก  พระองค์ทรงสร้างวัดวาอารามต่างๆ มากมาย  และประกาศยกเลิกไม่ให้ประชาชนนับถือผีสางให้มายึดมั่นในพระพุทธศาสนา ความเชื่อในเรื่องการบูชาภูติผีจึงลดบทบาทไป ประกอบกับสภาวะบ้านเมืองในขณะนั้น ถ้ำติ่งจึงถูกทิ้งร้าง จนมาในปี 2091 คนท้องถิ่นที่นั่นเล่ากันว่า ถ้ำติ่ง จึงได้ทรงค้นพบอีกครั้งโดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช  ซึ่งพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา   ในขณะทำการก่อสร้างวัดปากอู ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำโขงฝั่งตรงข้าม ชาวยุโรปกลุ่มแรกที่มายังถ้ำปากอูก็คือฟรานซิส การ์นิเย่ร์ นักสำรวจชาวฝรั่งเศส จากนั้นมาถ้ำติ่ง แห่งนี้ ก็กลายเป็นพุทธสถาน ที่นักแสวงบุญในพุทธศาสนาได้เดินทางมาสักการะถ้ำแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง และตามธรรมเนียมความเชื่อ นักแสวงบุญก็จะทิ้งพระพุทธรูปไว้ในถ้ำ และทุกวันนี้มีพระพุทธรูปกว่า 4,000 องค์แล้ว มีพระพุทธรูปจำนวนมากที่มีฝุ่นเกาะอยู่เต็มไปหมดและไม่ได้รับการเหลียวแล ส่วนใหญ่แล้วมีอายุอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 24-25  กว่า 2,500 องค์   องค์ที่เก่าที่สุดสร้างจากไม้ และมีอีกหลายองค์ที่หล่อจากสำริดลงรักปิดทอง โดยเราจะเห็นว่ามีพระพุทธรูปวางอยู่แทบทุกซอกทุกมุมภายในถ้ำเลยทีเดียว 

วัดเชียงทอง

วัดเชียงทอง 

เที่ยวลาวในครั้งนี้  เราขอนำเพื่อนๆนักเที่ยวไปชมมรดกทางวัฒนธรรมของคนลาวกันครับ  กับสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในเมืองหลวงพระบางแห่งนี้ ค่ะ


วัดเชียงทอง  ชื่อนี้นักเที่ยวอย่างเราๆท่านๆน่าจะเคยได้ยินชื่อกันมาบ้างแล้ว  เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวลาวที่ไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาดเมื่อมาเหยียบที่หลวงพระบาง  เมืองมรดกโลก 


ที่นี่  ถือว่าเป็นฮไลท์ของการมาเยือนเมืองหลวงพระบาง ที่ยังไงๆก็หนีไม่พ้นการได้มาเที่ยวชม "วัดเชียงทอง"  แห่งนี้ครับ  วัดเชียงทองเป็นวัดที่มีความเก่าแก่สวยงามจนได้รับการยกย่องจากนักโบราณคดีว่าเป็นดั่งอัญมณีแห่งสถาปัตยกรรมลาวเลยก็ว่าได้ครับ


วัดเชียงทองนี้ได้ถูกสร้างขึ้นในระหว่าง พ.ศ. 2102-2103 โดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์ผู้ครองอาณาจักรล้านช้าง และล้านนานั่นเองครับ สร้างขึ้นก่อนที่พระองค์จะย้ายเมืองหลวงมายังนครหลวงเวียงจันทน์ไม่นานนัก วัดนี้ถือว่าเป็น “ วัดประตูเมือง” และก็ยังเป็นท่าเทียบเรือด้านเหนือ สำหรับการเสด็จประพาสทางชลมารค ของกษัตริย์หลวงพระบางนั่นเองครับ วัดเชียงทองจึงได้รับการอุปถัมภ์มาโดยตลอด โดยเฉพาะ ในสมัยเจ้ามหาชีวิต ศรีสว่างวงศ์ และเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา กษัตริย์สองพระองค์สุดท้ายของลาวด้วย


สิ่งที่โดดเด่นและสะดุดตาเมื่อเข้ามาในเขตพุทธาวาส ก็คือลวดลายประดับตามฝาผนังพระอุโบสถต่างๆ ไกด์ที่นี่บอกว่าใช้กระจกสีที่นำเข้าจากญี่ปุ่น แล้วตัดให้เป็นชิ้นเล็กๆ ประดับให้เป็นลวดลาย บอกกล่าวเล่าเรื่องทางพุทธศาสนา และวิถีชีวิตของชาวหลวงพระบาง เดินชมพระอุโบสถหรือที่ภาษาลาวเรียกว่า“สิม” แม้ขนาดจะดูไม่ใหญ่โตแต่ก็แสดงถึงสถาปัตยกรรมทางศาสนาแบบหลวงพระบางแท้ๆ  สิมวัดเชียงทอง นับเป็นสิมล้านช้างที่สมบูรณ์ที่สุด และมีความงามให้ชมกันทั่วทั้งหลัง ซึ่งหากมองไล่ไปจากด้านบนสุดก็จะเห็นเครื่องยอดที่คนลาวเรียกว่า “ช่อฟ้า” ลวดลายปราณีตสีทองอร่ามตาโดดเด่นอยู่กลางสันหลัง


รูปทรงของสิมที่อ่อนช้อยโค้งงามนี้นั้น มีหลังคาซ้อน 3 ชั้นลดหลั่นคลุมต่ำ ถือเป็นแบบฉบับของสิมแบบล้านช้าง ซึ่งไกด์ชาวลาว บอกว่า “คนลาวเปรียบสิมหลังคาโค้งต่ำอย่างสิมวัดเชียงทอง หรือวัดอีกหลายวัดในหลวงพระบางเป็นสิมสุภาพสตรี ส่วนสิมทรงสูงอย่างวัดทางเวียงจันทน์หรือวัดในเมืองไทยเป็นสิมสุภาพบุรษ” นั่นเองครับ



สำหรับเสน่ห์ภาพชวนมองอีกอย่างหนึ่งก็คือ ลายประดับ “ดอกดวง” หรือกระจกสีรูป “ต้นทอง” ท่ามกลางสัตว์หลายชนิดที่แวดล้อมอยู่ ซึ่งหลวงพระบางในอดีตคือเมืองเชียงทองที่เต็มไปด้วยต้นทองอยู่เป็นจำนวนมาก ลายประดับดอกดวงนิทานพื้นบ้านและวิถีชีวิตชาวหลวงพระบางที่หอพระ 2 หลังข้างหลังสิมได้พูดถึงลายดอกดวงนี่ ไม่ใช่มีให้ชมแค่ที่หลังสิมเท่านั้นนะครับ ที่หอพระม่านและหอพระไสยาสน์ข้างหลังสิมก็มีลวดลายดอกดวงอันสวยงามบนผนังสีชมพู โดยลวดลายดวงดอกที่หอพระทั้งสองเป็นภาพคติสอนใจจากนิทานพื้นบ้านชื่อดังของลาวเรื่อง “สีเสลียว เสียวสวาด” และภาพวิถีชีวิตชาวหลวงพระบาง


ส่วนในหอพระม่านจะมี “พระม่าน” หนึ่งในพระคู่บ้านคู่เมืองหลวงพระบางประดิษฐานอยู่ ในวันปกติหอพระม่านจะปิดใส่กุญแจไว้ตลอด ครั้นพอถึงช่วงสงกรานต์ก็จะมีการอัญเชิญพระม่านลงมาให้คนทั่วไปได้กราบไหว้และสรงน้ำพระกัน ต่างจากหอพระไสยาสน์ที่เปิดให้คนทั่วไปเข้าชมภายในได้ครับ 


สำหรับสิ่งน่าสนใจที่วัดเชียงทองยังไม่หมดเพียงแค่นี้นะครับ เพราะจากด้านหน้าของสิมหากมองไปทางขวามือ ก็จะเห็นโรงราชรถหรือโรงเมี้ยนโกศ ที่เป็นโรงเก็บราชรถที่เคยใช้ในการอัญเชิญพระโกศของพระเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ซึ่งสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2504


โรงเมี้ยนโกศหลังนี้ มีสิ่งที่ชวนชมทั้งภายนอกและภายในเลยก็ว่าได้ครับ โดยภายนอกจะงดงามวิจิตรไปด้วยลวดลายแกะสลักไม้สีเหลืองอร่ามเรืองรอง ฝีมือของ “เพียตัน” (พระยาตัน) หนึ่งในสุดยอดช่างของลาว  จากภายนอกเมื่อเข้าสู่ภายในโรงเมี้ยนโกศนั้นก็จะเห็นราชรถแกะสลักไม้สีทองเหลืองอร่ามทั้งคัน  มีเศียรของพญานาค 5 เศียรยื่นออกมาจากด้านหน้าราชรถอย่างอ่อนช้อยสวยงามแฝงด้วยความขรึมขลังนั่นเองครับ


แม้ว่าวัดเชียงทองจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันสำคัญของหลวงพระบาง ที่ในแต่ละวันมีคนไปเที่ยวชมเป็นจำนวนมาก แต่ว่าวัดเชียงทองก็ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยวิถีแห่งพุทธศาสนา



เวียงไซ (Vieng Xai)

เวียงไซ (Vieng Xai)
คนไทยหรือคนลาว ถ้าหาที่ท่องเที่ยวต้องนึกถึงที่นี้ เวียงไซ สถานที่ท่องเที่ยว ที่คนไทยและลาวนิยมกันมาเที่ยว กันมากเลยค่ะ 



  เวียงไซเป็นเมืองหนึ่งในแขวงหัวพัน (Hua Phan) แหล่งท่องเที่ยวที่เปรียบเสมือนแม่เหล็กของเมืองเวียงไซ คือ "ถ้ำผู้นำ" เป็นถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ปกคลุมตัวต้นไม้เขียวขจี ดูแล้วก็เหมือนถ้ำทั่ว ๆ ไป แต่สิ่งที่ต้องทำให้ผู้คนตะลึง คือ ภายในถ้ำถูกขุดเจาะและสร้างเป็นที่อยู่อาศัย มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น ห้องพัก ห้องรับแขก ห้องประชุม โรงเรียน โรงพยาบาล ห้องหลบภัย โรงภาพยนตร์ ห้องสำหรับเล่นกีฬา ฯลฯ ซึ่งสามารถรองรับผู้อาศัยได้ประมาณ 20,000 คน



          โดยถ้ำผู้นำสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสถานที่หลบภัยของแกนนำทหารคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามอินโดจีน เมื่อย้อนกลับไปสมัยนั้น สหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดลงมาในลาวหลายลูกติดต่อกันเป็นเวลาถึง 9 ปี เพื่อขจัดพวกคอมมิวนิสต์ไปหมดสิ้นไป เหล่าแกนนำคอมมิวนิสต์จึงหาที่หลบภัย โดยการเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในถ้ำ ทำให้มี "ถ้ำผู้นำ" ลักษณะนี้อยู่ถึง 12 แห่ง ตั้งอยู่ใกล้เคียงกันในเมืองเวียงไซ แต่เปิดให้นักท่องเที่ยวชมเพียง 6 ถ้ำเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีการแสดงนิทรรศการเล่าเรื่องราวความเป็นมาของเหตุการณ์ในครั้งนั้นในแง่มุมของความรักชาติ การเสียสละเพื่อชาติอีกด้วย


เวียงไซเป็นเมืองหนึ่งในแขวงหัวพัน (Hua Phan) แหล่งท่องเที่ยวที่เปรียบเสมือนแม่เหล็กของเมืองเวียงไซ คือ "ถ้ำผู้นำ" เป็นถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ปกคลุมตัวต้นไม้เขียวขจี ดูแล้วก็เหมือนถ้ำทั่ว ๆ ไป แต่สิ่งที่ต้องทำให้ผู้คนตะลึงคือ ภายในถ้ำถูกขุดเจาะและสร้างเป็นที่อยู่อาศัย มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น ห้องพัก ห้องรับแขก ห้องประชุม โรงเรียน โรงพยาบาล ห้องหลบภัย โรงภาพยนตร์ ห้องสำหรับเล่นกีฬา ฯลฯ ซึ่งสามารถรองรับผู้อาศัยได้ประมาณ 20,000 คนโดยถ้ำผู้นำสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสถานที่หลบภัยของแกนนำทหารคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามอินโดจีน เมื่อย้อนกลับไปสมัยนั้น สหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดลงมาในลาวหลายลูกติดต่อกันเป็นเวลาถึง 9 ปี เพื่อขจัดพวกคอมมิวนิสต์ไปหมดสิ้นไป เหล่าแกนนำคอมมิวนิสต์จึงหาที่หลบภัย โดยการเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในถ้ำ ทำให้มี "ถ้ำผู้นำ" ลักษณะนี้อยู่ถึง 12 แห่ง ตั้งอยู่ใกล้เคียงกันในเมืองเวียงไซ แต่เปิดให้นักท่องเที่ยวชมเพียง 6 ถ้ำเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีการแสดงนิทรรศการเล่าเรื่องราวความเป็นมาของเหตุการณ์ในครั้งนั้นในแง่มุมของความรักชาติ การเสียสละเพื่อชาติอีกด้วย
     
เมืองเวียงไซย อยู่ห่างจากซำเหนือซึ่งเป็นเมืองเอกของแขวงหัวพันเพียง 30 กิโลเมตร มีรถสองแถวขนาดเล็กวิ่งรับส่งจากซำเหนือไปเวียงไซยวันละหนึ่งรอบในตอนเช้า ถึงแม้จะเป็นรถประจำเส้นทางแต่ก็ไม่ได้วิ่งทุกวันขึ้นอยู่กับจำนวนผู้โดยสาร เพราะความที่เมืองเวียงไซยอยู่ไม่ไกลจากซำเหนือ ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงใช้พาหนะส่วนตัวและรถอีแต๋นเอาเสียมากกว่าทางเลือกที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวผมทองคือการเช่ารถมอเตอร์ไซค์ขับไปเอง ขับรถขึ้นเขาได้สัมผัสธรรมชาติแบบไม่มีอะไรปิดกั้น แต่ด้วยความที่เส้นทางจากซำเหนือไปยังเมืองเวียงไซยยังคงเป็นถนนที่ตัดเลียบเลาะเทือกเขา ดังนั้นความชำนาญในการขับขี่และคำนึงถึงความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อการเดินทางจะได้ไม่หยุดชะงัก

เมืองเวียงไซยเป็นดินแดนที่สวยงาม เป็นเมืองมีประวัติศาสตร์ของความกล้าหาญและเสียสละของคนในชาติ สิ่งที่เราสัมผัสได้เมื่อมาถึงเมืองเวียงไซยคือ “ความสงบ” เมืองเล็กๆ ไม่พลุกพล่าน มีตลาด ร้านอาหาร และที่พักไว้รองรับผู้มาเยือน ลองใช้ชีวิตแบบเนิบช้า ซึมซับบรรยากาศและประวัติศาสตร์ของเมืองอย่างไม่เร่งรีบ สัมผัสวิถีของชาวบ้านอย่างที่เขาเป็น เสพความงามของธรรมชาติที่อยู่รอบตัว พร้อมอากาศดีๆ ที่หาได้ยากนักในเมืองแล้วเราจะพบกับความอิ่มเอมของชี










พระธาตุหลวง (Pha That Luang)

พระธาตุหลวง (Pha That Luang) “สบายดี”  ขอกล่าวทักทายกันแบบลาวๆ ค่ะ สำหรับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง “ ลาว ”  นั้น  เลื่องชื่อลือนามเป็นที่กล...