วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2561

ถ้ำปากอู (Pak Ou)

ถ้ำปากอู (Pak Ou)
จะไปเที่ยวลาวต้องไป ถํ้าปากอู สำหรับคนอยากไปเที่ยวถํ้าต้องเที่ยวที่ถํ้าปากอูค่ะ จะไม่ผิดหวังแน่


ถ้ำติ่ง หรือ ถ้ำปากอู หรือ ถ้ำติ่งที่อยู่ปากทางสบอู เป็นถ้ำที่ตั้งอยู่กลางภูเขาลูกใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนริมแม่น้ำโขง  ฝั่งตรงข้ามบ้านปากอู  จุดเชื่อมของแม่น้ำ สองสาย คือแม่น้ำโขง และแม่น้ำอู มาบรรจบกัน จึงเป็นที่มาของ ชื่อ "ถ้าปากอู" แห่งนี้   ถ้ำติ่ง ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองหลวงพระบาง ประมาณ 25 กิโลเมตร  การเดินทางต้องเดินทางด้วยทางเรือล่องขึ้นไปทางทิศเหนือของหลวงพระบาง ซึ่งสามารถเลือกใช้บริการขึ้นเรือโดยสารได้จากหลายท่าด้วยกัน  ท่าเรือปากอู ท่าเรือบ้านซ่างไห  หรือ ที่ท่าเรือวัดเชียงทอง ซึ่งมีบริการประเภทเช่าเหมาลำ สำหรับให้บริการนักท่องเที่ยวที่มากันเป็นคณะ


ถ้ำลุ่ม (ภาษาลาว) หรือ ถ้ำล่าง  กับ ถ้ำเทิง(ภาษาลาว) หรือถ้ำบน   โดยถ้ำลุ่ม หรือถ้ำติ่งล่างนั้น จะแยกไปทางขวามือ  มีความสูง 60 เมตรจากพื้นน้ำ  มีลักษณะเป็นโพรงถ้ำตื่นๆ มีหินงอก หินย้อยเล็กน้อย  เป็นถ้ำที่มีพระพุทธรูปจำนวนมากหลายขนาด ทำมาจากไม้ ดิน ปูน สัมฤทธิ์ฯ  ส่วนใหญ่จะเป็นพระยืน  มีทั้งปางประทานพร และปางห้ามญาติ  เมื่อตอนค้นพบใหม่มีพระพุทธรูปจำนวนหนึ่งที่ทำด้วยเงิน และทองคำ  แต่ถูกลอกออกไปหมด 


สำหรับถ้ำเถิง หรือถ้ำติ่งบนนั้น จะมีทางแยกซ้ายเดินขึ้นบันไดไป 218 ขั้น สองข้างทางร่มรื่นด้วยเงาไม้ ลักษณะถ้ำติ่งบนเป็นปากถ้ำไม่ลึกมาก มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ภายในถ้ำเล็กน้อย ไม่เยอะเท่าถ้ำติ่งล่าง การเข้าชมภายในถ้ำติ่งบนนี้ ซึ่งมีความมืดพอสมควร ต้องใช้ไฟฉายส่องนำทาง  ซึ่งที่ปากถ้ำมีไฟฉายให้เช่าอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าไปชมภายใน
เรื่องเล่าและคำบอกขานเกี่ยวกับ ถ้ำติ่ง
ถ้ำติ่ง (ถ้ำปากอู) แห่งนี้ มีความสำคัญมายาวนานกับชาวลาว โดยเฉพาะชาวลาวหลวงพระบาง ถือได้ว่าเป็นเทวสถานของเจ้าที่แม่น้ำ   โดยชาวบ้านท้องถิ่นเล่ากันว่า  ถ้ำติ่งในสมัยโบราณเป็นที่สักการะบวงสรวงดวงวิญญาณ  ผีฟ้า  ผีแถน เทวดาผาติ่ง ซึ่งหินงอกหินย้อยที่มีอยู่มากมายภายในถ้ำนั้นเป็นที่สิงสถิตของผี ทั้งวิญญาณในน้ำและในถ้ำ  ต่อมา ศาสนาพุทธเริ่มเข้ามาแพร่หลายผ่านมาทางชาวมอญ ในราวๆ พุทธศตวรรษที่ 13  และได้รับการนับถือกันแพร่หลาย คู่ขนานไปกับความเชื่อดั่งเดิมในเรื่องของการนับถือบูชาผีฟ้า เทวดา จนในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 19 เข้าสู่ยุคเฟื่องฟูแห่งศาสนาพุทธ  ในรัชสมัยของพระเจ้าโพธิสารราช (พ.ศ. 2063 - พ.ศ. 2090)  พระโพธิสารราชเจ้าขึ้นครองราชย์และรวบรวมแผ่นดินให้เกิดความเป็นปึกแผ่น พระองค์เป็นกษัตริย์ผู้เลื่อมใสในศาสนาพุทธเป็นอย่างมาก  พระองค์ทรงสร้างวัดวาอารามต่างๆ มากมาย  และประกาศยกเลิกไม่ให้ประชาชนนับถือผีสางให้มายึดมั่นในพระพุทธศาสนา ความเชื่อในเรื่องการบูชาภูติผีจึงลดบทบาทไป ประกอบกับสภาวะบ้านเมืองในขณะนั้น ถ้ำติ่งจึงถูกทิ้งร้าง จนมาในปี 2091 คนท้องถิ่นที่นั่นเล่ากันว่า ถ้ำติ่ง จึงได้ทรงค้นพบอีกครั้งโดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช  ซึ่งพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา   ในขณะทำการก่อสร้างวัดปากอู ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำโขงฝั่งตรงข้าม ชาวยุโรปกลุ่มแรกที่มายังถ้ำปากอูก็คือฟรานซิส การ์นิเย่ร์ นักสำรวจชาวฝรั่งเศส จากนั้นมาถ้ำติ่ง แห่งนี้ ก็กลายเป็นพุทธสถาน ที่นักแสวงบุญในพุทธศาสนาได้เดินทางมาสักการะถ้ำแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง และตามธรรมเนียมความเชื่อ นักแสวงบุญก็จะทิ้งพระพุทธรูปไว้ในถ้ำ และทุกวันนี้มีพระพุทธรูปกว่า 4,000 องค์แล้ว มีพระพุทธรูปจำนวนมากที่มีฝุ่นเกาะอยู่เต็มไปหมดและไม่ได้รับการเหลียวแล ส่วนใหญ่แล้วมีอายุอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 24-25  กว่า 2,500 องค์   องค์ที่เก่าที่สุดสร้างจากไม้ และมีอีกหลายองค์ที่หล่อจากสำริดลงรักปิดทอง โดยเราจะเห็นว่ามีพระพุทธรูปวางอยู่แทบทุกซอกทุกมุมภายในถ้ำเลยทีเดียว 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

พระธาตุหลวง (Pha That Luang)

พระธาตุหลวง (Pha That Luang) “สบายดี”  ขอกล่าวทักทายกันแบบลาวๆ ค่ะ สำหรับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง “ ลาว ”  นั้น  เลื่องชื่อลือนามเป็นที่กล...