วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2561

วัดสีสะเกด (Wat Sisaket)

วัดสีสะเกด (Wat Sisaket)
  วัดสีสะเกด เป็นวัดสำคัญของเมืองเวียงจันทน์ เป็นวัดโบราณเพียงแห่งเดียวที่ยังคงสมบูรณ์หลังจากการรบกับไทยในช่วงปี ค.ศ. 1828 ซึ่งมีการสร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1818 โดยสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์ (King Anouvong) ตัววัดตั้งอยู่ใจกลางเมืองเช่นเดียวกัน โดยอยู่บนถนนล้านช้าง สิ่งที่โดดเด่นของวัดก็คือโบสถ์เก่าแก่ ที่ยังคงมีสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม ซึ่งผสมผสานระหว่างศิลปะแบบไทยและลาว มีหลังคาเป็นไม้อันสวยงาม  และเป็นวัดที่น่าไปทำบุญจริงๆค่ะ

 วัดสีสะเกด (Wat Sisaket) หรือวัดสะตะสะหัสสาราม (วัดแสน)  เป็นวัดที่สร้างขึ้นแห่งแรกในนครเวียงจันทน์ สตสหัสส  แปลว่า 100,000,  อาราม แปลว่า วัด,  วัดสตสหัสสาราม จึงแปลว่า วัดแสน  ในอดีตเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช (ลาว)   ศักดิ์ของวัดนี้เทียบเท่าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์ฯ ท่าเตียน ของไทย)  เหตุที่ชื่อวัดแสนก็เพราะว่า  พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชและพุทธศาสนิกชนชาวลาวในอดีต  ทรงสร้างพระพุทธรูปทั้งองค์เล็กและองค์ใหญ่ประดิษฐานไว้ทั่ววัด 100,000 องค์  ดังนั้นจึงมีชื่อเล่นว่าวัดแสน  แต่ปัจจุบันมีเหลืออยู่ประมาณ 10,000 กว่าองค์เท่านั้น  ไกด์บางคนบอกว่ามี 6,000 กว่าองค์  แต่ถึงอย่างไรก็ตาม  วัดนี้ก็มียังมีพระพุทธรูปมากที่สุดในนครหลวงเวียงจันทน์





         ใน พ.ศ. 2321  เจ้าพระยาจักรี (ร.๑)  ได้รับพระบัญชาจากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีให้ยกทัพไปทวงถามเครื่องบรรณาการจากลาว  ลาวไม่ให้จึงสู้รบกัน  ลาวรบแพ้เพราะไม่เจนศึกเท่าทหารสยาม  ในฐานะที่เจ้าพระยาจักรีเป็นนักรบผู้ทรงธรรมและเคยบวชเรียนหลายพรรษา  เมื่อชนะศึกแล้วจึงนำพาทหารสยามบูรณะซ่อมแซมวัดนี้ก่อนเดินทางกลับประเทศใน พ.ศ.2322  เพื่อเป็นพุทธบูชาอุทิศส่วนกุศลให้ทหารทั้ง 2 ประเทศที่เสียชีวิต  เนื่องจากรบกันโดยไม่มีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน  สถาปัตยกรรมวัดนี้เกือบทั้งหมดจึงเป็นสถาปัตยกรรมไทย  
  
       เมื่อเจ้าอนุวงศ์ขึ้นครองราชเป็นกษัตริย์ลาวเมื่อ พ.ศ. 2348  ก่อนหน้านั้นพระองค์เคยเสด็จมาช่วยไทยรบกับพม่า 2 ครั้ง  ก็ได้โปรดให้บูรณะและสร้างวัดนี้ต่อด้วยสถาปัตยกรรมไทย  วัดนี้จึงเป็นวัดที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของทหารและชาวพุทธสองประเทศมาแต่โบราณ  เพราะเป็นวัดที่ทหารของทั้งสองประเทศช่วยกันบูรณะ  
  
      พ.ศ. 2369 เกิดกรณีพิพาทสยาม – ลาว (ไทยเรียกเหตุการณ์นี้ว่ากบถเจ้าอนุวงศ์)  ศึกครั้งนั้นไทยแทนแค้นลาวมาก  จึงทำลายเมืองเวียงจันทน์โดยการเผาเกือบหมด  ยกเว้นวัดนี้กับหอพระแก้ว  เพราะเป็นวัดที่ตนพักทัพ ตามธรรมเนียมแต่โบราณ  พวกทหารพุทธเมื่อตั้งทัพที่ไหนจะไม่ทำลายที่นั่น  

      พ.ศ. 2370 ก่อนกองทัพสยามเดินทางกลับประเทศ  ได้ทำการบูรณะซ่อมแซมและฌาปนกิจศพทหารที่เสียชีวิตที่วัดแห่งนี้           
  
      จากเหตุการณ์เผาเวียงจันทน์นี่แหละ  ชาวลาวรุ่นใหม่ที่เรียนมาถึงประวัติศาสตร์ตอนนี้จึงแค้นไทยไม่หาย  เมื่อไทยพูดว่า “บ้านพี่ – เมืองน้อง” ลาวรุ่นใหม่จึงไม่ยอมรับไทยเป็นญาติ  เขามักจะถามกลับว่า
     “ใครเป็นพี่ – ใครเป็นน้อง”  
      ไทยบางคน  เกลียดพม่าไม่หายในเหตุการณ์เสียกรุงครั้งที่สอง อย่างไร
     ลาวบางคน  ก็แค้นไทยไม่เลิกในเหตุการณ์เผาเวียงจันทน์ อย่างนั้น

     ปัจจุบันวัดแห่งนี้มีส่วนที่เป็นพื้นดินสำหรับภิกษุจำพรรษานิดหน่อย  ที่ดินส่วนใหญ่ถูกตัดแบ่งไปเป็นส่วนราชการหมด  แม้แต่ส่วนที่เป็นพระอุโบสถวัดสีสะเกด กระทรวงวัฒนธรรมก็มาดูแล  หอพระแก้วที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของวัด ทางการก็มาดูแลแทนวัดเช่นกัน มีถนนไชยเชษฐาตัดผ่าน ทำให้หอพระแก้วและวัดต้องอยู่แยกกันโดยปริยาย
     วิญญาณทหารสยามที่สถิตอยู่ในวัดนี้จึงอาภัพเพราะไม่มีใครไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้  ชาวลาวก็ไม่ทำบุญกรวดน้ำให้  เพราะยังไม่หายแค้น  ทำบุญจากประเทศไทยไปให้ก็ไม่ค่อยจะถึง  เพราะอยู่ไกลและวิบากกรรมก็ยังไม่สิ้น  (ซวยสองต่อ)  หากอยากทำบุญให้  ต้องไปทำที่เวียงจันทน์เท่านั้น 



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

พระธาตุหลวง (Pha That Luang)

พระธาตุหลวง (Pha That Luang) “สบายดี”  ขอกล่าวทักทายกันแบบลาวๆ ค่ะ สำหรับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง “ ลาว ”  นั้น  เลื่องชื่อลือนามเป็นที่กล...